| ประพจน์ที่สมมูลกัน | |||
| ประพจน์ 2 ประพจน์จะสมมูลกัน ก็ต่อเมื่อ ประพจน์ทั้งสองมีค่าความจริงเหมือนกัน ทุกกรณีของค่าความจริงของประพจน์ย่อย | |||
| ตัวอย่างประพจน์ที่สมมูลกันที่ควรทราบ มีดังนี้ | |||
p ∧ q | สมมูลกับ | q ∧ p | |
p ∨ q | สมมูลกับ | q ∨ p | |
(p ∧ q) ∧ r | สมมูลกับ | p ∧ (q ∧ r) | |
(p ∨ q) ∨ r | สมมูลกับ | p ∨ (q ∨ r) | |
p ∧ (q ∨ r) | สมมูลกับ | (p ∧ q) ∨ ( p ∧ r) | |
p ∨ (q ∧ r) | สมมูลกับ | (p ∨ q) ∧ ( p ∨ r) | |
p → q | สมมูลกับ | ~p ∨ q | |
p → q | สมมูลกับ | ~q → ~p | |
p ⇔ q | สมมูลกับ | (p → q) ∧ (q → p) | |
| ประพจน์ที่เป็นนิเสธกัน | |||
| ประพจน์ 2 ประพจน์เป็นนิเสธกัน ก็ต่อเมื่อ ประพจน์ทั้งสองมีค่าความจริงตรงข้ามกันทุกกรณีของค่าความจริงของประพจน์ย่อย | |||
| ตัวอย่างประพจน์ที่เป็นนิเสธกันที่ควรทราบ มีดังนี้ | |||
~(p ∧ q) | สมมูลกับ | ~p ∨ ~q | |
~(p ∨ q) | สมมูลกับ | ~p ∧ ~q | |
~(p → q) | สมมูลกับ | p ∧ ~q | |
~(p ⇔ q) | สมมูลกับ | (p ⇔ ~q) ∨(q ⇔ ~p) | |
~(p ⇔ q) | สมมูลกับ | (p ∧ ~q) ∨ ( q ∧~p) | |
| พิสูจน์ | |||
| จะเห็นว่า p ∧ q สมมูลกับ q ∧ p | |||
| ~(p ∧ q) สมมูลกับ ~p ∨ ~q เป็นนิเสธของ p ∧ q | |||
Hotman
วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555
ประพจน์ที่สมมูลกันและประพจน์ที่เป็นนิเสธ
การเขียนแผนภาพแทนเซต
| • การเขียนแผนภาพแทนเซต | |||||
ในการเขียนแผนภาพแทนเซต เราเขียนรูปปิดสี่เหลี่ยมมุมฉากแทนเอกภพสัมพัทธ์ และรูปปิดวงกลม หรือวงรีแทนสับเซตของเอกภพสัมพัทธ์ ดังนี้ | |||||
เราเรียกแผนภาพดังกล่าวข้างต้นนี้ว่า "แผนภาพเวนน์ - ออยเลอร์" (Venn-Euler Diagram) | |||||
| • ยูเนียน (Union) | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| ตัวอย่างเช่น | A ={1,2,3} | ||||||
| B= {3,4,5} | |||||||
∴ | A ∪ B = {1,2,3,4,5} | ||||||
| • อินเตอร์เซกชัน (Intersection) | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| ตัวอย่างเช่น | A ={1,2,3} | ||||||
| B= {3,4,5} | |||||||
∴ | A ∩ B = {3} | ||||||
| • คอมพลีเมนต์ (Complements) | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| ตัวอย่างเช่น | U = {1,2,3,4,5} | ||||||
| A ={1,2,3} | |||||||
∴ | A' = {4,5} | ||||||
| • ผลต่าง (Difference) | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| ตัวอย่างเช่น | A ={1,2,3} | ||||||
| B= {3,4,5} | |||||||
∴ | A - B = {1,2} | ||||||
หน้าแรก | เซต | ตรรกศาสตร์ | ความสัมพันธ์ | ฟังก์ชัน | ระบบจำนวนจริง | เรขาคณิตวิเครา
สับเซตและพาวเวอร์เซต
สับเซต
| บทนิยาม เซต A เป็นสับเซตของเซต B ก็ต่อเมื่อ สมาชิกทุกตัวของเซต A เป็นสมาชิกของเซต B และสามารถเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ A ⊂B |
| ตัวอย่างที่ 1 | A = {1, 2, 3} | |
| B = { 1, 2, 3, 4, 5} | ||
| ∴ | A ⊂ B | |
| ตัวอย่างที่ 2 | C = { x | x เป็นจำนวนเต็มบวก } = {1,2,3,...} | |
| D = { x | x เป็นจำนวนคี่ } = {...,-3,-1,1,3,...} | ||
| ∴ | C | |
| ตัวอย่างที่ 3 | E = { 0,1,2 } | |
| F = { 2,1,0 } | ||
| ∴ | E ⊂ F และ F ⊂ E | |
| จากตัวอย่างที่ 3 จะเห็นว่า E ⊂ F และ F ⊂ E แล้ว E = F |
| สับเซตแท้ | เซต A จะเป็นสับเซตแท้ของเซต B ก็ต่อเมื่อ A ⊂ B และ A ≠ B |
| จำนวนสับเซต | ถ้า A เป็นเซตที่มีสมาชิก n สมาชิกแล้ว จำนวนสับเซตของเซต A จะมี 2n เซต และในจำนวนนี้เป็นสับเซตแท้ 2n - 1 เซต |
| • เพาเวอร์เซต |
บทนิยาม เพาเวอร์เซตของเซต A คือ เซตซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสับเซตทั้งหมดของเซต A และสามารถเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ P(A) |
| ตัวอย่างที่ 1 | A = Ø | |
| สับเซตทั้งหมดของ A คือ Ø | ||
| ∴ | P(A) = {Ø } | |
| ตัวอย่างที่ 2 | B = {1} | |
| สับเซตทั้งหมดของ B คือ Ø, {1} | ||
| ∴ | P(B) = {Ø, {1} } | |
| ตัวอย่างที่ 3 | C = {1,2} | |
| สับเซตทั้งหมดของ C คือ Ø, {1} , {2}, {1,2} | ||
| ∴ | P(C) ={Ø, {1} , {2}, {1,2} } | |
เซต (Set)
เซต (Sets) หมายถึง กลุ่มสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ
หรือนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถระบุสมาชิกในกลุ่มได้ และเรียก
สมาชิกในกลุ่มว่า "สมาชิกของเซต"
| • การเขียนเซต | |||||
| การเขียนเซตนิยมใช้อักษรตัวใหญ่เขียนแทนชื่อเซต และสามารถเขียนได้ 2แบบ | |||||
| 1. แบบแจกแจงสมาชิกของเซต | |||||
| ตัวอย่างเช่น | A = {1, 2, 3, 4, 5} | ||||
| B = { a, e, i, o, u} | |||||
| C = {...,-2,-1,0,1,2,...} | |||||
| 2. แบบบอกเงื่อนไขของสมาชิกในเซต | |||||
| ตัวอย่างเช่น | A = { x | x เป็นจำนวนเต็มบวกที่มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5} | ||||
| B = { x | x เป็นสระในภาษาอังกฤษ} | |||||
| C = {x | x เป็นจำนวนเต็ม} | |||||
| สัญลักษณ์ที่ใช้แทนเซตของจำนวนต่างๆมีดังนี้ | ||
| I- แทนเซตของจำนวนเต็มลบ | Q- แทนเซตของจำนวนตรรกยะที่เป็นลบ | |
| I+ แทนเซตของจำนวนเต็มบวก | Q+ แทนเซตของจำนวนตรรกยะที่เป็นบวก | |
| I แทนเซตของจำนวนเต็ม | Q แทนเซตของจำนวนตรรกยะ | |
| N แทนเซตของจำนวนนับ | R แทนเซตของจำนวนจริง | |
| • เซตจำกัด | ||||
| บทนิยาม | เซตจำกัด คือ เซตที่สามารถระบุจำนวนสมาชิกในเซตได้ | |||
| ตัวอย่างเช่น | A = {1, 2, 3, 4, 5} | มีสมาชิก 5 สมาชิก | ||
| B = { a, e, i, o, u} | มีสมาชิก 5 สมาชิก | |||
| • เซตอนันต์ |
| เซตอนันต์ คือ เซตที่ไม่ใช่เซตจำกัด หรือเซตที่มีจำนวนสมาชิกมากมายนับไม่ถ้วน |
| ตัวอย่างเช่่น C = {...,-2,-1,0,1,2,...} |
| • เซตที่เท่ากัน |
| เซต A และเซต B จะเป็น เซตที่เท่ากัน ก็ต่อเมื่อ สมาชิกทุกตัวของเซต A เป็นสมาชิกของเซต B และสมาชิกทุกตัวของเซต B เป็นสมาชิกทุกตัวของเซต A สามารถเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ A= B |
| ตัวอย่างเช่่น | A = {1, 2, 3, 4, 5} | |
| B = { x | x เป็นจำนวนนับที่มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5} | ||
| ∴ | A = B | |
| • เซตว่าง |
| เซตว่าง คือ เซตที่ไม่มีสมาชิก หรือมีจำนวนสมาชิกในเซตเป็นศูนย์ สามารถเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ {} หรือ Ø |
| ตัวอย่างเช่่น | A = {x | x เป็นจำนวนเต็ม และ 1 < x < 2} | ∴ A = Ø |
| B = { x | x เป็นจำนวนเต็มบวก และ x + 1 = 0 } | ∴ ฺB = Ø | |
| เนื่องจากเราสามารถบอกจำนวนสมาชิกของเซตว่างได้ ดังนั้น เซตว่างเป็นเซตจำกัด | ||
| • เอกภพสัมพัทธ์ |
| เอกภพสัมพัทธ์ คือ เซตที่ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดของสิ่งที่เราต้องการจะศึกษา สามารถเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ u |
| ตัวอย่างเช่่น | ถ้าเราจะศึกษาเกี่ยวกับจำนวนเต็ม | |
| U = {...,-2,-1,0,1,2,...} | ||
| หรือ | U = {x | x เป็นจำนวนเต็ม.} | |
ทฤษฎีจำนวนเบื้องต้น
| การหารลงตัว | |||||||
| บทนิยาม | กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มใดๆ โดยที่ b ≠ 0 b หาร a ลงตัว ก็ต่อเมื่อ มีจำนวนเต็ม n ที่ทำให้ a = bn และเขียนแทน “b หาร a ลงตัว” ได้ด้วยสัญลักษณ์ b | a | ||||||
| จากบทนิยาม ถ้า b หาร a ไม่ลงตัว แสดงว่าไม่มีจำนวนเต็ม n ที่ทำให้ a = bn และ เขียนแทน “b หาร a ไม่ลงตัว” ได้ด้วยสัญลักษณ์ b † a | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | 3 | 9 เพราะมี n = 3 ที่ทำให้ 9 = 3n | ||||||
| -5 | 10 เพราะมี n = -2 ที่ทำให้ 10 = +5n | |||||||
| 6 | 0 เพราะมี n = 0 ที่ทำให้ 0 = 6n | |||||||
| | |||||||
| สมบัติการหารลงตัว | |||||||
| ทฤษฎีบทที่ 1 | กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ ถ้า a | b และ b | c แล้วจะได้ a | c | ||||||
| ทฤษฎีบทที่ 2 | กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มบวก ถ้า a | b แล้วจะได้ a ≤ b | ||||||
| ทฤษฎีบทที่ 3 | กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ ถ้า a | b และ b | c แล้วจะได้ a | bx + cy เมื่อ x, y เป็นจำนวนเต็มใดๆ | ||||||
| | |||||||
| การจำแนกจำนวนเต็มบวกโดยใช้สมบัติการหารลงตัว | |||||||
| 1.จำนวนเฉพาะ (Prime Numbers) | |||||||
| | บทนิยาม | จำนวน เต็ม p จะเป็นจำนวนเฉพาะ ก็ต่อเมื่อ p ≠ 0, p ≠ 1, p ≠ -1 และถ้ามีจำนวนเต็มที่หาร p ลงตัว จำนวนเต็มนั้นต้องเป็นสมาชิกของ {-1, 1, p, -p} | |||||
| 2.จำนวนประกอบ (Composite Numbers) | |||||||
| บทนิยาม | จำนวนเต็ม c เป็นจำนวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ c ไม่ใช่จำนวนเฉพาะ | ||||||
| นั่นคือสำหรับจำนวนเต็มบวก c ใดๆ c จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ มีจำนวนเต็ม m และ n ที่ต่างจาก c ที่ทำให้ c = mn | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | |||||||
| จำนวนที่หาร 2 ลงตัว ได้แก่ {-1, 1, 2, -2} ∴ 2 เป็นจำนวนเฉพาะ จำนวนที่หาร 3 ลงตัว ได้แก่ {-1, 1, 3, -3} ∴ 3 เป็นจำนวนเฉพาะ จำนวนที่หาร 4 ลงตัว ได้แก่ {-4, -2, -1, 1, 2, 4} ∴ 4 ไม่เป็นจำนวนเฉพาะ | |||||||
| • ขั้นตอนวิธีการหาร | |||||||
| ถ้า a และ b เป็นจำนวนเต็ม โดยที่ b ≠ 0 แล้วจะมี q และ r ซึ่งเป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ a = bq + r เมื่อ 0 r |b| นั่นคือ a เป็นตัวตั้งหารด้วย b ได้ผลหารคือ q และเศษ r | |||||||
| ตัวอย่างที่ 1 | กำหนด a = 48, b = 7 จงหา q และ r | ||||||
| เขียนให้อยู่ในรูป | a = bq + r | ||||||
| 48 = 7 × 6 +6 | |||||||
| q = 6 และ r = 6 | ||||||
| • ตัวหารร่วม | |||||||
| ตัวหารร่วม | |||||||
| |||||||
| ตัวหารร่วมมาก | |||||||
| |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 | ||||||
| วิธีทำ | ตัวหารร่วมของ 36 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±9, ±12, ±18, ±36 | ||||||
| ตัวหารร่วมของ 48 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±8, ±12, ±16, ±24, ±48 | |||||||
| ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 6, 12 | ||||||
| ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ที่มีค่ามากที่สุด คือ12 | ||||||
| นั่นคือ ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 คือ 12 | |||||||
| การหาตัวหารร่วมมากโดยใช้ขั้นตอนวิธีของยุคลิด | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 | ||||||
| วิธีทำ | |||||||
| ในที่นี้ rk = 12 ดังนั้น ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 คือ 12 | |||||||
| จำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| • ตัวคูณร่วมน้อย | |||||||
| ตัวคูณร่วมน้อย | |||||||
| |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ค.ร.น. ของ 36 และ 24 | ||||||
| วิธีทำ | พหุคูณที่เป็นบวกของ 36 ได้แก่ 36, 72, 108, 144, ... | ||||||
| พหุคูณที่เป็นบวกของ 24 ได้แก่ 24, 48, 72, 96, 120, 144, ... | ||||||
| พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ได้แก่ 72, 144, ... | ||||||
| พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ที่มีค่าน้อยที่สุด คือ 72 | |||||||
| นั่นคือ ค.ร.น. ของ 36 และ 24 คือ 72 | |||||||
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
สมการเส้นตรง
| 1. สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน x | |||
| กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ขนานกับแกน x ดังนั้น เส้นตรง L ย่อมตั้งฉากกับแกน y และกำหนดให้เส้นตรง L ตัดแกน y ที่จุด (0, b) | |||
| ถ้า b > 0 เส้นตรง L จะอยู่เหนือแกน x และห่างจากแกน x เป็นระยะ |b| หน่วย | |||
| ถ้า b = 0 เส้นตรง L จะทับแกน x | |||
| ถ้า b < 0 เส้นตรง L จะอยู่ใต้แกน x และห่างจากแกน x เป็นระยะ |b| หน่วย | |||
| |||
| ตัวอย่างเช่น | |||
| (1) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และอยู่เหนือแกน x เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น y = 5 | |||
| (2) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และทับแกน x มีสมการเป็น y = 0 | |||
| (3) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และอยู่ใต้แกน x เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น y = -5 | |||
| 2. สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน y | |||
| กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ขนานกับแกน y ดังนั้น เส้นตรง L ย่อมตั้งฉากกับแกน x และกำหนดให้เส้นตรง Lตัดกับแกน x ที่จุด (a, 0) | |||
| ถ้า a > 0 เส้นตรง L จะอยู่ทางขวาของแกน y และห่างจากแกน y เป็นระยะ |a| หน่วย | |||
| ถ้า a = 0 เส้นตรง L จะทับแกน y | |||
| ถ้า a < 0 เส้นตรง L จะอยู่ทางซ้ายของแกน y และห่างจากแกน y เป็นระยะ |a| หน่วย | |||
| |||
| ตัวอย่างเช่น | |||
| (1) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และอยู่ทางขวาของแกน y เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น x = 5 | |||
| (2) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และทับแกน y มีสมการเป็น x = 0 | |||
| (3) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และอยู่ทางซ้ายของแกน y เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น x = -5 | |||
| 3. สมการของกราฟเส้นตรงที่ไม่ขนานกับแกน x และไม่ขนานกับแกน y | ||||||
| กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ไม่ขนานกับแกน x และไม่ขนานกับแกน y มีความชัน = m และผ่านจุด (x1, y1) | ||||||
| จากรูปให้ (x, y) เป็นจุดใดๆบนเส้นตรง L | ||||||
| ||||||
| ||||||
| ||||||
| ตัวอย่างเช่น | ||||||
| (1) สมการของกราฟเส้นตรงที่มีความชันเท่ากับ | ||||||
y - 2 = | ||||||
หรือ 2x - 3y +4 = 0 | ||||||
สมการ
1. สมการ สมการ คือ ประโยคสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมายเท่ากับ (=)
ตัวอย่าง ก. 3 + 4 = 7 ข. 9 – 3 = 6
อสมการ คือ ประโยคสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมาย < , > , ≠
ตัวอย่าง ก. 3 + 4 < 8 ข. 9 – 3 > 4 ค. 9 – 5 ≠ 6
2. สมการที่เป็นจริง
สมการที่เป็นจริง เป็นสมการซึ่งมีจำนวนที่อยู่ซ้ายมือของเครื่องหาย = มีค่าเท่ากันกับจำนวนที่อยู่ขวามือ
ตัวอย่าง ก. 134 + 40 = 174 ข. 139 - 30 = 109
ค. 40 x 40 = 1,600 ง. 12 ÷ 6 = 2
3. สมการที่เป็นเท็จ
สมการที่เป็นเท็จ เป็นสมการซึ่งมีจำนวนที่อยู่ซ้ายมือของเครื่องหมาย = มีค่าไม่เท่ากันกับจำนวนที่อยู่ขวามือ
ตัวอย่าง ก. 104 + 10 = 116 ข. 130 – 30 = 101
ค. 40 x 40 = 1,601 ง. 12 ÷ 6 = 5
4. สมการที่มีตัวไม่ทราบค่าหนึ่งตัว
สมการที่มีตัวไม่ทราบค่า เป็นสมการที่มีสัญลักษณ์อื่น ๆ นอกจากตัวเลขอยู่ในสมการนั้น ๆ ซึ่งเรียกว่าสัญลักษณ์นั้นว่าตัวไม่ทราบค่าซึ่งตัวไม่ทราบค่าจะใช้เป็น สัญลักษณ์แบบใดก็ได้ เช่น ก. ค. A, °
ตัวอย่าง ก. 34 + A = 170 ตัวไม่ทราบค่า คือ A
ข. ต – 30 = 109 ตัวไม่ทราบค่า คือ ต
5. การแก้สมการที่มีตัวไม่ทราบค่าหนึ่งตัว
คำตอบของสมการ คือ จำนวนที่แทนตัวไม่ทราบค่าในสมการแล้วทำให้เป็นจริง เราเรียกจำนวนนั้นว่า คำตอบของสมการ
ตัวอย่าง ก. 14 + A = 20 คำตอบของสมการ คือ 6
ข. ต – 30 = 50 คำตอบของสมการ คือ 80
ค. 20 x A = 100 คำตอบของสมการ คือ 5
ตัวอย่าง ก. 3 + 4 = 7 ข. 9 – 3 = 6
อสมการ คือ ประโยคสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมาย < , > , ≠
ตัวอย่าง ก. 3 + 4 < 8 ข. 9 – 3 > 4 ค. 9 – 5 ≠ 6
2. สมการที่เป็นจริง
สมการที่เป็นจริง เป็นสมการซึ่งมีจำนวนที่อยู่ซ้ายมือของเครื่องหาย = มีค่าเท่ากันกับจำนวนที่อยู่ขวามือ
ตัวอย่าง ก. 134 + 40 = 174 ข. 139 - 30 = 109
ค. 40 x 40 = 1,600 ง. 12 ÷ 6 = 2
3. สมการที่เป็นเท็จ
สมการที่เป็นเท็จ เป็นสมการซึ่งมีจำนวนที่อยู่ซ้ายมือของเครื่องหมาย = มีค่าไม่เท่ากันกับจำนวนที่อยู่ขวามือ
ตัวอย่าง ก. 104 + 10 = 116 ข. 130 – 30 = 101
ค. 40 x 40 = 1,601 ง. 12 ÷ 6 = 5
4. สมการที่มีตัวไม่ทราบค่าหนึ่งตัว
สมการที่มีตัวไม่ทราบค่า เป็นสมการที่มีสัญลักษณ์อื่น ๆ นอกจากตัวเลขอยู่ในสมการนั้น ๆ ซึ่งเรียกว่าสัญลักษณ์นั้นว่าตัวไม่ทราบค่าซึ่งตัวไม่ทราบค่าจะใช้เป็น สัญลักษณ์แบบใดก็ได้ เช่น ก. ค. A, °
ตัวอย่าง ก. 34 + A = 170 ตัวไม่ทราบค่า คือ A
ข. ต – 30 = 109 ตัวไม่ทราบค่า คือ ต
5. การแก้สมการที่มีตัวไม่ทราบค่าหนึ่งตัว
คำตอบของสมการ คือ จำนวนที่แทนตัวไม่ทราบค่าในสมการแล้วทำให้เป็นจริง เราเรียกจำนวนนั้นว่า คำตอบของสมการ
ตัวอย่าง ก. 14 + A = 20 คำตอบของสมการ คือ 6
ข. ต – 30 = 50 คำตอบของสมการ คือ 80
ค. 20 x A = 100 คำตอบของสมการ คือ 5
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)